บทความโดย Amy Gallo
เคยมีใครซักคนในทีมของคุณที่คุณอยากโค้ชแต่คนๆ นั้นปฏิเสธความหวังดีของคุณหรือไม่ เขาเหล่านั้นอาจจะเป็นพนักงานที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว หรือเป็นพนักงานที่ขยันทำงานและมีโอกาสโตในงานได้อย่างรวดเร็ว
ปกติแล้วผู้จัดการที่เก่งๆ จะรู้วิธีการโค้ชพนักงานของเขาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีพนักงานคนใดปฏิเสธความหวังดีของคุณ คุณจะมีวิธีเกลี้ยกล่อมหรือพูดให้พนักงานคนนั้นเชื่อได้อย่างไรว่าคำแนะนำของคุณเป็นประโยชน์กับเขาจริงๆ
เราจะรู้ว่าเมื่อไรควรโค้ช และเมื่อไรไม่ควร (Know when coaching works — and when it doesn’t)
ลำดับแรกคุณต้องรู้ก่อนว่าการโค้ช ณ เวลาใดจึงจะเหมาะสม Batista ได้กล่าวไว้ว่า การโค้ชเป็นกระบวนการที่แปรเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยการตั้งคำถาม การท้าทายด้วยสมมติฐาน การโต้ตอบกับคู่สนทนา และในบางเวลาจะหมายถึงการให้ความเห็น คำแนะนำ หรือข้อมูลป้อนกลับ (feedback) คุณต้องรู้ว่าพนักงานเหล่านั้น หรือสถานการณ์ในตอนนั้นจำเป็นต้องให้คุณลงทุนโค้ชหรือไม่ เพราะในบางครั้งคุณอาจต้องการให้พนักงานทำงานแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น คุณควรจะกำหนดแนวทางในการทำงานให้พวกเขาไปเลย หรือหากคุณไม่ต้องการสละเวลาและพลังงานของคุณเพื่อช่วยพนักงานที่ทำงานไม่ได้มาตรฐานเป็นประจำ การโค้ชก็จะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าการโค้ชเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่พนักงานปฏิเสธความช่วยเหลือของคุณ ลำดับต่อไปที่คุณควรทำคือเข้าใจว่าทำไมพวกเขาไม่ต้องการให้โค้ช
เข้าใจแรงต่อต้าน (Understand the resistance)
มันดูง่ายที่จะสรุปว่าคนที่ต่อต้านคือพวกที่ไม่มีเหตุผลหรือดื้อรั้น แต่มันมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าทำไมคนเหล่านั้นจึงปฏิบัติตัวเช่นนั้น บางทีพวกเขาอาจจะไม่ไว้ใจคุณมากพอ หรือรู้สึกว่าคุณไม่ได้ชื่นชมพวกเขาเท่าใดนัก บ่อยครั้งที่การโค้ชจะต้องใช้โทนเสียงเพื่อให้คนฟังรู้สึกว่า “พวกเขาดีเพียงพอ” เนื่องจากพวกเขาอาจจะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการถูกโค้ชมาก่อน และอาจคิดว่าการโค้ชเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะที่ผ่านมาพวกเขาก็ยังไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังจากที่ถูกโค้ชเลย ในขณะที่บางคนอาจคิดว่าไม่ว่าจะได้รับการโค้ชหรือไม่ พวกเขาก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งอยู่ดี นอกจากนี้ คุณอาจะเจอการต่อต้านเช่นกันหากพวกเขาไม่เชื่อในกระบวนการโค้ช และพยายามทำให้คุณเห็นด้วยกับข้อด้อยหรือโอกาสในการพัฒนาของพวกเขา ในกรณีเหล่านี้ Batista แนะนำให้คุณถามตัวเองว่า “การกระทำของคุณจะนำไปสู่ปัญหาหรือไม่”
ต้องอยากรู้อยากเห็น (Be curious)
มันไม่เพียงพอที่คุณจะพิจารณาเฉพาะเหตุผล แต่คุณควรถามพนักงานของคุณไปเลยว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ต้องการการโค้ช คุณต้องเริ่มด้วยการถามคำถาม แต่ไม่ใช่คำถามเพื่อตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ (Yes-or-no) เพราะมันไม่ใช่การนำสนทนาที่ดี แต่ให้เริ่มคำถามที่ใช้คำว่า “อย่างไร (how)” หรือ “อะไร (what)” ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะตั้งคำถามว่า “เราจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยกัน” หรือ “คุณรู้สึกอะไรหากคุณไม่ก้าวหน้าในงานตอนนี้” คุณสามารถพูดอย่างตรงไปตรงมาถึงพฤติกรรมต่อต้านที่คุณสังเกตเห็นมานาน ตัวอย่างเช่น คุณอาจพูดว่า “ผมสังเกตว่าคุณเลื่อนเวลาพบกันของเรามาแล้วหลายครั้ง ผมต้องการทำงานกับคุณจริงๆ ในเรื่องนี้ ดังนั้น ผมควรทำอะไรที่ทำให้คุณให้ความสำคัญและรู้สึกสบายใจเวลาทำเรื่องนี้”
แสดงเจตนาบริสุทธ์ (Be transparent about your intentions)
ถ้าคุณไม่อธิบายว่าทำไมคุณถึงต้องการนำเสนอการโค้ช คุณต้องแสดงให้พวกเขาเห็น คุณต้องตอกย้ำสิ่งที่คุณกำลังพยายามทำและเหตุผลว่าทำไมต้องทำ เช่น “ผมกำลังพิจารณาผลการทำงานของคุณ เพราะผมต้องการช่วยให้คุณทำงานสำเร็จในปีนี้” หรือ “ผมต้องการโค้ชคุณ.ในการจัดการประชุมเพื่อให้คนอื่นเห็นคุณเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผล” นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะในการโค้ชใครบางครั้งในครั้งแรก หากคุณเป็นผู้จัดการที่เคยชินกับการสั่งงานมาตลอด และมักจะโยนคำถามว่า “พวกคุณคิดอย่างไร” การโค้ชอาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับพนักงานของคุณบ้าง ดังนั้นคุณควรแสดงให้เห็นชัดว่าคุณกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเจตนาที่แท้จริงของคุณเป็นอย่างไร มิเช่นนั้นคุณอาจแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่ไม่จำเป็นออกมาก็ได้
แสดงความชื่นชมและสร้างความไว้วางใจ (Show appreciation and build trust)
การยอมรับการโค้ชอาจทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกอ่อนแอ ดังนั้นคุณต้องแสดงให้พนักงานของคุณเห็นว่าการกระทำของคุณมีค่าต่อความไว้วางใจ ลำดับแรกคุณต้องยอมรับการเสียสละของพวกเขาเพราะการโค้ชอาจทำให้รู้สึกเหมือนถูกลงโทษ โดยเฉพาะกับพนักงานที่ตั้งใจทำงานแล้วพลาดในการทำผลงานให้สำเร็จ ดังนั้นคุณต้องกล่าวชื่นชมงานของเขาพร้อมเหตุผลเพื่อตอกย้ำความมั่นใจโดยไม่เปลี่ยนคำพูดไปมา เพราะถ้าพนักงานคนนั้นพบว่าคุณกำลังพูดถึงผลปฏิบัติงานของเขาในทางอื่น มันอาจจะกระทบถึงความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ดังนั้นคุณต้องรักษาคำมั่นสัญญาไว้ตลอดกระบวนการโค้ช และต้องไม่ทำให้พวกเขาไขว้เขวจากสิ่งที่คุณกำลังจะช่วยเหลือ อีกวิธีหนึ่งที่จะสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นก็คือการแสดงให้เห็นว่าคุณยินดียอมรับกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผล และจะให้พวกเขาได้พิจารณาความผิดพลาดเหล่านั้นโดยปราศจากอคติและเรียนรู้ที่จะปรับปรุงจากสิ่งที่เกิดขึ้น
ต้องไม่ใช้วิธีบังคับ (Don’t force it)
เมื่อคนรู้สึกว่าถูกบังคับให้รับการโค้ช นั่นไม่ใช่สิ่งที่บอกถึงความสำเร็จ ในขณะที่คุณต้องการจะปรับปรุงการทำงานของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งนั้นอาจกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้น ถ้าพนักงานของคุณยังคงต่อต้าน อย่าใช้วิธีบังคับหักหาญพวกเขา ขอให้ระงับการโค้ชไว้ก่อนและหันหน้าพูดกันในวันต่อไป แต่ถ้าผลการทำงานเป็นเรื่องเร่งด่วนจำเป็น คุณอาจต้องพิจารณาความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาภายนอกหรือฝ่ายบุคคลดีกว่า
ข้อควรจำ
ควรทำ
• ถามคำถามเปิดว่าทำไมพนักงานถึงต่อต้าน
• แสดงให้เห็นว่าคุณชื่นชมการเสียสละของพนักงาน
• ยอมรับว่าพนักงานอาจมีข้อผิดพลาด – ความอดทนจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
อย่าทำ
• ตำหนิพนักงาน – มันจะทำให้เขาต่อต้านกับเหตุผลของคุณ
• ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องการโค้ชพวกเขา – แสดงให้ชัดเจนเลยว่าทำไม และคุณจะช่วยเขาอย่างไร
• บังคับพนักงานให้ยอมรับความช่วยเหลือ – การบังคับขู่เข็ญไม่ทำให้เกิดความไว้วางใจ
แปลโดย
สุนทรี ปานนิลวงศ์
โค้ชสุน โค้ชไทย รุ่น 7
uses drum machines to produce tracks is by using software programs that allow the band to create loops and drum beats.
is not an easy job and it requires practice to have the ability to finish it.