บทความ

Brain-based Coaching คืออะไร?

 


Brain-based Coaching: การโค้ชบนพื้นฐานหลักการทำงานของสมอง

  • การโค้ช เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่เน้นไปที่การปรับกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์อย่างกัลยาณมิตร เกิดแรงบันดาลใจและสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ทั้งในชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัว และยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ (ความเป็นตัวของตัวเอง) โดยไม่ถูกชักจูงหรือชี้นำจากความคิดของผู้อื่น
  • ในอดีตที่เทคโนโลยีและการวิจัยยังมีข้อจำกัด นักวิชาการจึงพยายามอธิบายพฤติกรรมและระบบความคิด จากการสังเกต การตั้งสมมติฐาน เพื่อเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เป็นหลัก และ ในปัจจุบันเมื่อวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการทำงานของระบบประสาทและสมอง หรือ Neuroscience เจริญก้าวหน้าขึ้น ทำนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยอธิบายพฤติกรรมและระบบความคิดเกือบทั้งหมดของมนุษย์ได้จากหลักการทำงานของสมองได้ลึกซึ้งมากขึ้นถึงระดับโมเลกุล  ตัวอย่างเช่นโรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท (จิตหลอน) เดิมไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร แต่ปัจจุบันพบต้นเหตุแล้วว่าเกิดจากความไม่สมดุลย์ของสารเคมี (หรือสารสื่อประสาท, neurotransmitters) บางตัวในสมอง จนปรากฎเป็นอาการให้เห็น เช่น อารมณ์หดหู่ซึมเศร้า เก็บตัว ไม่เข้าสังคม ขาดแรงจูงใจ คิดสั้น หรืออาการประสาทหลอน ด้วยเหตุนี้การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับสารในสมองดังกล่าวให้อยู่ในภาวะสมดุลย์ที่สุด ยาที่พัฒนาขึ้นจึงรักษาได้ตรงสาเหตุมากกว่าการยาที่รักษาตามอาการที่เห็น
  • กระบวนการโค้ชสามารถช่วยให้โค้ชชี่คิดต่างจากเดิมได้อย่างสร้างสรรค์ และเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมองโดยตรง หากเราเข้าใจว่าวิธีคิดต่างๆ ของแต่ละคนนั้นเกิดขึ้นและเชื่อมโยงกันอย่างไร ก็เป็นการง่ายที่จะช่วยให้คน ๆ นั้น สามารถสร้างเส้นทางเชื่อมโยงอันใหม่ (Connection) ขึ้นมาได้ ซึ่งเราเรียกว่าระบบ Hardwired-Rewired
  • Hardwired หรือ เครือข่ายถาวร คือรูปแบบวิธีคิด หรือพฤติกรรมที่เราทำประจำจนเป็นนิสัย เปรียบเสมือนร่องน้ำที่เราใช้ประจำ ยิ่งใช้บ่อยเท่าไหร่ ร่องน้ำก็ยิ่งลึกมากขึ้นเท่านั้น การไปทำลายหรือถมร่องน้ำเดิมจึงเป็นเรื่องยาก แต่การสร้างร่องน้ำใหม่นั้นทำได้ง่ายกว่า (Rewired-Reconnection)  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  “การเลิกนิสัยเดิมจึงเป็นเรื่องยาก แต่การสร้างนิสัยใหม่ทำได้ง่ายกว่า”
  • เมื่อร่องน้ำใหม่ที่สร้างขึ้นถูกใช้เป็นประจำ ร่องน้ำนี้ก็จะลึกขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นร่องน้ำถาวรอันใหม่ที่ใช้ทดแทนร่องน้ำเดิมได้ ส่วนร่องน้ำเดิมที่ไม่ถูกใช้ก็จะค่อยๆ ตื้นหายไปเอง เป็นเหตุที่ว่าทำไมคนเราถึงเปลี่ยนนิสัยกันได้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม  กระบวนการโค้ชจึงเปรียบเสมือนการช่วยให้เขาสร้างร่องน้ำใหม่ และฝึกให้โค้ชชี่ใช้ร่องน้ำนี้เป็นประจนเป็นนิสัย ก็สามารถทดแทนวิธีคิดแบบเดิมๆได้
  • นอกจากนี้การโค้ชคือการทำให้คนได้มองเห็นและเข้าใจตนเองอย่างลึกที่สุด (creating self-awareness) จนเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง (ปัญญาญาณ การตรัสรู้ หรือ Aha! moment) ช่วยกระตุ้นสมองให้หลั่งสารแห่งความสุขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขที่ทำให้เกิดสมาธิ ช่วยจัดระบบความจำ ช่วยให้เกิดความกล้าออกไปเผชิญโลกภายนอกเพื่อค้นหาสิ่งต่างๆ ในชีวิต ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เมื่อสมองถูกกระตุ้นให้สารสร้างนี้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ คนๆ นั้นก็สามารถเปลี่ยนเป็นคนที่คิดบวก (Think positive people หรือ “ผู้มีจิตใจเบิกบาน”) ได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมีความสุขในชีวิต
  • นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักการทำงานของสมองมาใช้ในการโค้ช (Brain-based Coaching)  ซึ่งล้วนมีหลักฐานงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันในเชิงประจักษ์ 😊
  • โค้ชที่เข้าใจหลักการทำงานของสมองจะช่วยให้เข้าถึงโมเดลต่างๆ รวมถึงฝึกสมรรถนะหลักที่ใช้ในการโค้ชได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เป็นโค้ชเอง ยังก่อประโยชน์มหาศาลให้กับผู้รับการโค้ชได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

view 1
นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

Professional Certified Coach (PCC), ICF
Executive & Leader Coach
Brain-based Coach