บทความ

ความดื้อและวิธีจัดการคนดื้อ  ~ คนดื้อแท้จริงคือคนที่น่าสงสาร 

 

เรียบเรียงโดย นพ.มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

 

 

คำอื่นที่ใช้เรียกคนดื้อ :

ดื้อด้าน ดื้อรั้น หัวดื้อ หัวแข็ง อีโก้สูง อัตตาหนา เอาแต่ใจ คิดว่าตัวเองแน่ พวกไม่กล้าสู้ปัญหา พวกต่อต้านสังคม(anti-social)

ความดื้อรั้น มักเกิดจากความริษยาเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะ การยึดมั่น ถือมั่น ในความคิดของตนเป็นใหญ่ บ่อยครั้งที่เบื้องลึกของความดื้อนั้นคือความหลง หลงในสิ่งที่ใจเขายอมรับ ณ ช่วงเวลานั้น ความดื้อซึ่งเป็นความหลงเมื่อประกอบกับกิเลสตัวอื่น เช่น ความโกรธ ความอาฆาต ความโลภ การถือตัวตน หรือความเชื่อ จะทำความเสียหายเดือดร้อนให้คนอื่นมาก

 

ความดื้อโดยธรรมชาติมีหลากหลายและความดื้อบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่กลับเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป

– ดื้อไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใคร

– ดื้อบางครั้งบางคราว

– ดื้อเงียบเรียบร้อย

– ดื้อคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร

– ดื้อแล้วชอบกำหนด ตรวจสอบคนอื่น

– ดื้อเฉย ๆ เพราะไม่รู้

– ดื้อแม้ว่าจะรู้ แต่ยอมตามปล่อยเลยตามเลย

– ดื้อยอมเฉพาะบางเรื่อง เช่น ยอมราคะ

– ดื้อเฉพาะกับบางคน

– ดื้อต่อกิเลสตัณหา (อันนี้หายาก)

 

 

คนดื้อเป็นคนที่น่าสงสาร  เขามีจุดอ่อนที่พร้อมจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน และก็ต้องสงสารตัวเราด้วยถ้าผลจากที่เขาดื้อส่งผลต่อตัวเราหรือคนส่วนใหญ่จนถึงระดับองค์กรโดยรวม

สาหตุที่ทำให้เกิดความดื้อ 

  1. มีประสบการณ์เก่าอันเลวร้ายตั้งแต่เด็ก (Early negative experiences) โดยฉพาะอย่างยิ่งความเครียดที่เกิดขึ้นจากสังคมรอบตัวหรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในทางลบที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก  เช่นเกิดในถิ่นที่มีความรุนแรง สงคราม หรือเกิดจากพ่อแม่มีการย้ายที่อยู่บ่อยๆ เพื่อหางานใหม่ แทนที่วัยเด็กจะรู้สึกปลอดภัยหรือมั่นคง มีเพื่อนสนิท มีของเล่นที่ชอบ แต่กลับต้องพบการเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  2. เป็นคนไม่เข้าใจตัวเองในทุกสิ่งอย่าง (Misconceptions about the nature of self, life or others) เป็นผลจากข้อที่ 1 ทำให้เข้าใจว่าชีวิตคือความไม่มั่นคงและเป็นความโหดร้าย ดังนั้นถ้าต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตอีก ก็จะพยายามไม่เปลี่ยนเพราะรู้สึกว่าเป็นมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในชีวิต กลายเป็นคนที่ยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ตนคิดไว้ เพราะการเปลี่ยนแปลงคือความยากลำบากไม่ใช่ความท้าทาย
  3. เป็นคนที่มีความหวาดกลัวตลอดเวลารวมถึงความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต (A constant fear and sense of insecurity) เป็นผลมาจากข้อ 1 และ 2  คนเหล่านี้จะมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองตลอดเวลา แม้ว่าหลายครั้งมันฟังแล้วไม่มีเหตุผลเอาซะเลย แถมไม่รับฟังเหตุผลคนอื่นด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความหวาดกลัวจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง
  4. การปรับตัวที่ผิดวิธีเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเอง (A maladaptive strategy to protect the self) เนื่องจากมีความหวาดกลัวตลอดเวลา ดังนั้นวิธีหลักๆ ที่คนเหล่านี้ใช้ในการจัดการเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงก็คือ

– ปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลง(ไม่ยอมเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น

– ปิดกั้นหรือหลีกเลี่ยงสถานการที่ไม่คุ้นเคยหรือเหตุการณ์ใหม่ๆที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

– ทุกอย่างตอนนี้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
– ไม่ต้องการกดดันตัวเองหรือแม้กระทั่งไม่อยากพัฒนาตัวเอง เพราะตัวฉันก็ดีอยู่แล้ว
     5. เพื่อซ่อนทุกสิ่งอย่างทั้ง 4 ข้อข้างต้นไม่ให้ใครรู้ (A persona to hide all of the above in adulthood) เนื่องจากมีวิธีคิดและปรับตัวแบบเดิมๆ มาอย่างเรื้อรัง เมื่อเติบโตขึ้นคนเหล่านี้จะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างดีอยู่แล้วไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยน ปิศาจแห่งความกลัวที่ฝังลึกในจิตใจจะคอยหาทางที่จะปกป้องตัวเองเพื่อจะได้รู้สึกปลอดภัยขึ้น …อย่ามายุ่งกะฉัน ใครอยากทำอะไรก็ทำไป ยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยน !
 

คุณเป็นคนดื้อหรือเปล่า?

   

 

ความดื้อเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยที่สุดอันหนึ่งในสังคมและที่ทำงานคนปกติก็มีความดื้อได้เพราะทุกคนล้วนแต่มีระบบวิธีคิดและประสบการณ์สั่งสมที่แตกต่างกันแต่คนดื้อที่ถือว่าเป็นพฤติกรรมบกพร่องทางสังคมก็คือพวกที่ดื้อด้านได้ทุกสถานการณ์อย่างไร้เหตุผลและไม่เปิดใจที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเองในการอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นพวกเขาจะใส่หน้ากากที่ชื่อว่า “Leave me alone (อย่ามายุ่งกับฉ้านนน !!) อย่างไรก็ตามเมื่อเราเข้าใจรากเหง้าแห่งความดื้อของคนเหล่านี้แล้วเราจะรู้สึกเห็นใจมากกว่ารังเกียจคนเหล่านี้

 

ถ้าบังเอิญคุณเริ่มรู้ตัวแล้วว่าคุณอยู่ในกลุ่มมนุษย์ดื้อด้าน

… ยินดีด้วยครับอย่างน้อยคุณก็เริ่มรู้จักและยอมรับตัวเองมากขึ้นแล้วขั้นต่อไปที่จะช่วยให้คุณเป็นคนที่มั่นคงทางอารมณ์มากขึ้นและไม่เป็นมลพิษต่อผู้อื่นวิธีง่ายที่สุดคือให้ลองสังเกตพฤติกรรมของคุณที่แสดงออกต่อคนอื่นว่าเป็นเช่นนี้หรือไม่

–         พฤติกรรมที่แสดงว่าคุณไม่เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

–         พฤติกรรมที่ชอบเถียงหัวชนฝาว่าไม่ควรเปลี่ยนแม้ว่าคนอื่นจะบอกเหตุผลกับคุณแล้วก็ตาม

–         พฤติกรรมที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างไม่สร้างสรรค์ชนิดประหัตประหารคนอื่น

 

หากคุณมีพฤติกรรมข้อใดข้อหนึ่งข้างต้นลองถามตัวเองเพิ่มอีกสักนิด

? เพราะอะไรฉันถึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งใหม่ๆ … ฉันกลัวอะไรกันแน่ ?

? สิ่งที่ฉันกลัวมันจะทำอะไรฉันได้ ถ้าฉันคิดจะเปลี่ยนแปลงซะอย่าง ?

คำถามที่ลึกที่สุดถ้าคุณถามตัวเองแล้วตอบไม่ได้แสดงว่าคุณต้องการความช่วยเหลืออย่างจริงจัง อย่างน้อยก็จากเพื่อนสนิท/ที่ปรึกษามืออาชีพ/นักพฤติกรรมบำบัด

? ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆนั้น แท้จริงมันมาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

? ในอดีตฉันถูกทำร้ายอะไรมาบ้างจนเป็นประสบการณ์ฝังใจและคอยตามหลอกหลอนจนถึงทุกวันนี้ ?

? ฉันจะปล่อยวางความดื้อรั้นหรือความรู้สึกเช่นนี้ได้อย่างไร ?

 

                                             เพียงแค่คุณเริ่มสังเกตตัวเองบ่อยขึ้น

                                      คุณจะตระหนักรู้ตัวและมองเห็นตัวเองมากขึ้น

                           และเริ่มควบคุมพฤติกรรมดื้อด้านของคุณได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ

 

 

นอกจากนี้วิธีคิดต่อไปนี้จะช่วยให้คุณมีภาวะอารมณ์แข็งแรงขึ้น

·       เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันพยายามต่อต้านหรือเถียงหัวชนฝาให้คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าความดื้อรั้นของตัวฉันเอง

·       ฉันเข้าใจแล้วว่าการพยายามต่อต้านไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเปรียบเสมือนการต่อต้านให้งฉันไม่ได้พบกับเป้าหมายและความสุขในชีวิต

·       ฉันเริ่มยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตเพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้ชิวิตของฉันได้พบเจอแต่สิ่งที่ดีและเป็นการแสดงถึงศักยภาพในตัวของฉันอย่างแท้จริง

 

อีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดื้อน้อยลงได้คือ การสไลด์ความคิดขั้วลบให้เข้าหาขั้วบวก (slide technique)

ในทางจิตวิทยาคนดื้อมักไม่รู้ว่าตัวเองเคยชินกับความคิดขั้วลบมากมายที่เป็นส่วนผสมอย่างลงตัวทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า“ดื้อ” ในคนๆ นั้น  ดังนั้นเทคนิคการสไลด์ความคิดให้กลายเป็นขั้วบวกมากขึ้นจะช่วยทำให้มีทัศนคติในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขขึ้น

 

 

 

           ความคิดขั้วลบ             ——->         ความคิดขั้วบวก

ความโลภ    (greed)                              ความไม่เห็นแก่ตัว (selflessness)

ความหยิ่งยะโส (arrogance)                    ความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility)

การต่อต้านตัวเอง (self- deprecation)       ความภาคภูมิใจ (pride)

การปฏิเสธ (denial)                               การเปิดใจ (openmindedness)

ความทุกข์ทรมาน (martyrdom)               ความเบิกบาน (merriness)

 

ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับคนดื้อคุณจะรับมืออย่างไร?

 

                           บ่อยครั้งการไม่พูดอะไรไม่พยายามเข้าไปแก้ไข กลับจะดีเสียกว่า

 

 

แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ แล้ว ในเบื้องต้นการจัดการกับคนดื้อทำได้ด้วยการใช้ ปัญญา ศิลปะ เหตุผล ความอดทน และ การปล่อยวาง

 

ปัญญา – คือต้องรู้จักคนๆนั้น รู้ว่าเค้ามีทัศนคติความเชื่อในการใช้ชีวิตอย่างไร คุณค่าในตัวเขาคืออะไรและมุ่งเน้นไปที่สิ่งเหล่านั้น ทำให้เกิดความรู้สึกการเป็นพวกเดียวกันมิใช่เข้ามาขัดแย้งกับเจา

 

ศิลปะ  เช่น 1. การสร้างทางเลือกที่หลากหลายเพราะคนดื้อมักจะปฏิเสธและไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วหากมีข้อเสนอให้เลือกเพียงอย่างเดียวก็จะมีโอกาสล้มเหลวสูงการสร้างทางเลือกมากกว่าหนึ่งอย่างทำให้คนดื้อรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ และที่สำคัญเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะเพราะมีโอกาสเลือกอย่างที่ต้องการทั้งที่ความจริงจะเลือกอะไรก็เป็นไปอย่างที่เราต้องการทั้งสิ้นเพราะเราเป็นคนสร้างตัวเลือกเหล่านั้นให้เขา

2. โน้มน้าวเรียกร้องให้เขารับฟังความคิดเห็นผู้อื่นโดยเฉพาะคนที่เขาเคารพหรือไว้วางใจ

ปล่อยวาง – ในกรณีโดยทั่วไป ส่วนมาก เราควรจะปล่อยวาง เว้นแต่เห็นว่าอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายเดือดร้อนมาก

เหตุผล – ในกรณีที่เราจำเป็นต้องพูดคุยกับคนดื้อควรละอคติและมีเมตตาต่อเขา พูดคุยกับเขาอย่างมีเหตุผลให้ข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ไม่ต้องเรียกร้องให้เขาคุยด้วยเหตุผลและไม่จำเป็นต้องร้องขอให้เขามี “เหตุผล” ในการสนทนา แต่ลองถามเขาว่า “ทำไม”เขาจึงยังยืนกรานอย่างนั้น เขามีเหตุผลอะไร

อดทน – พูดน้อย อดทน อดกลั้นที่จะไม่พูดเกินจำเป็น และอย่าพยายามแจกแจงรายละเอียดทุกสิ่งอย่างเพราะกับคนดื้อเขามักจะมีความคิดของเขา เมื่อเขาไม่เห็นด้วยเขาก็มักจะแสดงความเห็นขัดแย้งในรายละเอียดพวกนั้น ดังนั้นการพูดน้อยไม่ให้รายละเอียดเกินจำเป็น ก็จะช่วยได้ นอกจากนี้ขณะพูดควรใช้น้ำเสียงถ้อยทีอ่อนโยนถ้อยทีถ้อยอาศัยจะช่วยให้คนดื้อมีการใช้โทนเสียงคล้อยตามได้

ดีเสมอต้นเสมอปลาย – จริงใจ ดีกับเขา อย่างสม่ำเสมอแม้ว่าเขาจะดื้อครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะอย่างไรเราก็เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกกัน

 

Credit:

  1. http://personalityspirituality.net/articles/the-michael-teachings/chief-features/stubbornness/
  2. http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=367.0
  3. http://www.forthais.org/sara/stubborn.htm
view 52
นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

Professional Certified Coach (PCC), ICF
Executive & Leader Coach
Brain-based Coach