บทความ

โค้ชอย่างไรให้ไหลลื่น (How Flow Appears In Coaching Sessions)

 

บทความโดย Julia Stewart

 

แปลโดย นพ.มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid), Associate Certified Coach (ICF)

 

 

 

คุณเคยมีส่วนร่วมกับการโค้ชที่รู้สึกว่า ทั้งโค้ชและผู้ถูกโค้ชต่างร่วมอยู่ในคลื่นความถี่เดียวกัน จนทำให้เกิดญาณเห็นแจ้ง (insight) และเกิดความก้าวหน้าอย่างไม่น่าเชื่อหรือไม่ ซึ่งหลังจากนั้นผู้ถูกโค้ชอาจรู้สึกว่าการโค้ชได้ทำให้เกิดอะไรบางอย่างกับเขาอย่างน่าอัศจรรย์ ในขณะที่โค้ชอาจรู้สึกว่าเขา/เธอแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่าคุณเคยมีประสบการณ์ “การไหลลื่นของกลุ่ม” (group flow)
แต่ละคนเข้าสู่ภาวะการไหลลื่นได้เมื่อพวกเขาใช้ “จุดแข็ง” ของตนกับสถานการณ์ที่ท้าทาย ส่วนกลุ่มตั้งแต่สองคนขึ้นไปก็สามารถเกิดการไหลลื่นของกลุ่มภายใต้สถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงได้เช่นกัน ระหว่างการไหลลื่น ทั้งโค้ชและผู้ถูกโค้ชมักจะมีความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่าปกติ จะรู้สึกว่าแนวทางการสื่อสารหรือวิธีโค้ชมาจากภายนอกที่เกิดจากเขาสองคน ไม่ได้มาจากข้างในของคนใดคนหนึ่งที่เป็นผู้ชี้นำอีกคน และพวกเขาอาจจะไม่คำนึงว่าเวลาผ่านไปแค่ไหนแล้ว (During flow, people are unusually creative, often feel that guidance is coming from without, and they may lose track of time.)

 

เงื่อนไขที่ส่งเสริมให้เกิดการไหลลื่นระหว่างการโค้ช

1. เป้าหมายร่วม (A shared goal)

ในการโค้ชที่ดีทั้งผู้ถูกโค้ชและโค้ชต้องมีความตั้งใจร่วมกันที่จะเดินหน้าไปพิชิตเป้าหมายที่ตั้งไว้ การจะทำเช่นนี้ได้ โค้ชจะต้องปล่อยวาง (let go) เป้าหมายที่เธอ/เขาต่องการให้คุณค่า ดูดี หรือ ทำให้ผู้ถูกโค้ชทำในสิ่งที่เขา/เธอคิดว่าเป็นสิ่งดีที่สุด นอกจากนั้นโค้ชจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าไว้วางใจให้กับผู้ถูกโค้ชอีกด้วย

 

2. การตั้งใจฟัง (Engaged listening)

ทั้งโค้ชและผู้ถูกโค้ชจะต้องตั้งใจฟังสิ่งที่ตัวเองและที่อีกฝ่ายพูดอย่างลึกซึ้ง (listen deeply to themselves and to each other) ปล่อยวางสิ่งที่ตนคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร และควรหมั่นตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพื่อให้มั่นใจว่ายังคงสนทนาอยู่ในเรื่องเดียวกัน โค้ชต้องใช้ความคิดริเริ่มด้วยการฟังด้วยความตั้งใจ (listening with intent) ให้เป็นตัวอย่างที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ถูกโค้ชปฏิบัติตามได้เหมือนกัน นอกจากนี้โค้ชยังสามารถกระตุ้นให้ผู้ถูกโค้ชอยู่กับการฟังอย่างตั้งใจได้ด้วยการใช้คำถามที่สร้างความตระหนักรู้ (awareness-building questions)

 

3. การเคลื่อนไปข้างหน้า (Forward motion)

การแสดงความรับทราบด้วยการชื่นชม ความอยากรู้ รวมถึงสิ่งต่างๆ ในเชิงบวก (acknowledgment, curiosity, and positivity) ทั้งหมดนี้จะเป็นแรงขับดันให้การโค้ชก้าวไปข้างหน้าแม้ในขณะที่ทั้งคู่ก็ยังไม่รู้แน่นอนว่าจะเดินทางไปทางไหน ในที่นี้หมายถึงการเปลี่ยนจากความคิดจากคำว่า “ใช่ – แต่” ไปเป็น “ใช่ – และ” (“Yeah, but” thinking to “Yes, and” thinking) โดยที่ความอยากรู้อยากเห็นที่แท้จริงยังคงอยู่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการตัดสินพิพากษาและการใช้คำถามปลายปิดซึ่งจะทำให้การเคลื่อนไปข้างหน้าหยุดชะงัก

 

4. การมีสมาธิ (Undivided attention)

ทั้งโค้ชและผู้ถูกโค้ชจำเป็นต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความเป็นส่วนตัวและไม่มีสิ่งใดมารบกวน เพื่อให้ทั้งคู่ได้มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่กำลังสนทนากันได้อย่างเต็มที่ ทั้งอีเมล์ โทรศัพท์มือถือ บุคคลอื่น และสิ่งต่างๆ อีกมากมายล้วนแล้วแต่ทำให้การโค้ชที่มีดีเยี่ยมครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

 

5. เสรีภาพและการเป็นตัวของตัวเอง (freedom and autonomy)

โค้ชและผู้ถูกโค้ชต่างถือเป็นหุ้นส่วนที่มีความเท่าเทียมกันและเชื่อถือกันและกัน เนื่องจากผู้ถูกโค้ชล้วนต้องการความอิสระที่จะเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดระหว่างการโค้ช การไหลลื่นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ถูกโค้ชเกิดความไว้วางใจและให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งจนทำให้สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดที่จะนำไปใช้กับตนเอง

 

6. การประคับประคองอัตตา (Supportive egos)

บางครั้งดูเหมือนว่าโค้ชและผู้ถูกโค้ชคิดร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวอยู่ได้ไม่กี่นาที ที่เป็นเช่นนี้เพราะต่างยังคงมีอัตตาซึ่งทำให้การโค้ชไม่คืบหน้าไปไหน การพยายามที่จะกำจัดอัตตานำมาซึ่งความวุ่นวาย แต่ถ้าปล่อยอัตตามากเกินไปก็ขัดขวางการโค้ช (Trying to get rid of the ego leads to dysfunction, but too much ego just gets in the way.) การจะรับมือกับอัตตาได้นั้น ความเชื่อใจกันและกันระหว่างโค้ชและผู้ถูกโค้ชจะต้องแข็งแรงพอที่จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่ทั้งสองสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้น และทำให้แต่ละฝ่ายสามารถปล่อยวางอัตตาของตนได้

 

7. การเป็นหุ้นส่วนที่เสมอภาคกัน (Equal partnership)

การโค้ชแตกต่างจากวิชาชีพส่วนใหญ่ตรงที่การเป็นหุ้นส่วนที่เสมอภาคกันระหว่างโค้ชกับผู้ถูกโค้ช โค้ชจะไม่แก้ไขหรือชี้นำ และผู้ถูกโค้ชก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากโค้ช ความเสมอภาคกันนี้ส่งเสริมให้ผู้ถูกโค้ชมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดปัญญา พลังเข้มแข็ง และ ความยิ่งใหญ่ (resourcefulness, resilience and greatness)

 

8. ความเข้าใจในสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา (Unspoken understandings)

โค้ชและผู้ถูกโค้ชจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอที่คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งจำเป็นต้องรู้ โดยอาจใช้เวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที การที่ต่างฝ่ายรับรู้ข้อมูลของกันและกันอย่างไร้ข้อกังขาจะทำให้การสื่อสารก้าวกระโดดไปได้อย่างรวดเร็ว ดีกว่าที่จะเสียเวลาหลายชั่วโมง หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน กับการแสดงออกที่สุภาพแต่ไม่ยอมพูดเพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความเข้าใจ

 

9. การสนทนาที่เป็นธรรมชาติ (Spontaneous conversation)

โค้ชจะต้องไม่ยึดติดรูปแบบและโครงสร้างการโค้ชต่างๆ ที่เธอ/เขาเคยเรียนมาจากโรงเรียนสอนการโค้ช แต่จะต้องโค้ชจากจุดที่เกิดขึ้นจริงในตอนนั้น (coach from the hip) ในขณะที่ผู้ถูกโค้ชจะต้องปล่อยให้เกิดการไหลลื่น นั่นก็เป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ว่าทำไมการฝึกฝนและความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นโค้ช และทำไมความลงตัวอันยอดเยี่ยมระหว่างโค้ชกับผู้ถูกโค้ชสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

 

10. กล้าเสี่ยง Risk

ทั้งโค้ชและผู้ถูกโค้ชต้องไม่กลัวที่จะผิดพลาดเพื่อจะได้เกิดการไหลลื่นระหว่างการโค้ช ถ้าต่างฝ่ายต่างระมัดระวังเพราะกลัวที่จะพลาด สิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดการไหลลื่นหลายสิ่งที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นก็จะอันตรธานไป โค้ชจะต้องตั้งใจสำรวจสิ่งที่ยังไม่รู้ แม้จะต้องใช้คำถามที่ทำให้ผู้รับการโค้ชเกิดความไม่สะดวกใจที่จะตอบ (cringe-worthy questions) ในขณะที่ผู้ถูกโค้ชจะต้องกล้าพอที่จะตอบอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่มีหนทางใดที่จะช่วยให้เกิดทางออกที่ดีที่สุด

 

เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการไหลลื่นที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ โค้ชจะต้องรู้วิธีการสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกปลอดภัยในขณะที่กำลังทำการโค้ช เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย และเมื่อทำได้ดีแล้ว การโค้ชก็จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจที่น่าทึ่งเลยทีเดียว

view 0
นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

นายแพทย์มนตรี แสงภัทราชัย (โค้ช SmartKid)

Professional Certified Coach (PCC), ICF
Executive & Leader Coach
Brain-based Coach